คนไทยและชุมชนไทยในต่างประเทศในมุมมองของนักการทูต

(comments: 0)

 โดย จริยา มึลเลอร์

 

นักการทูต ด้วยภาระหน้าที่ที่ต้องออกประจำการในต่างประเทศ ทำให้มีโอกาสได้สัมผัสและทำงานร่วมกับคนไทยในต่างประเทศ นายกิตติพงษ์ ณ ระนอง เอกอัครราชทูต ณ กรุงเบิร์น สมาพันธรัฐสวิส (ถึงวันที่ 30 กันยายน 2560) ก็เป็นนักการทูตท่านหนึ่งที่มีประสบการณ์ได้พบเจอคนไทยหลากหลายกลุ่ม ในมุมมองของนักการทูตท่านนี้ คนไทยในต่างประเทศเป็นอย่างไร และท่านมีแนวคิดในการพัฒนาศักยภาพคนไทยในต่างประเทศอย่างใด

 

ข้อควรคำนึงของคนไทยเมื่อมาอยู่ในต่างประเทศ

สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศหนึ่งที่มีคนไทยอาศัยอยู่มาก ข้อมูลจากสถานทูตแจ้งว่ามีคนไทยอยู่ประมาณสามหมื่นคน ฝ่ายทางการสวิสแจ้งว่า มีเก้าพันถึงหนึ่งหมื่นคน จำนวนตัวเลขนี้มีความแตกต่างอาจเป็นเพราะว่า ทางการสวิสไม่ได้นับลูก แต่ทางเราอาจจะนับ เพราะลูกก็ถือหนังสือเดินทางไทย จึงเป็นคนไทย ส่วนในประเทศอังกฤษก็มีคนไทยอยู่มากถึงห้าหมื่น ในสหรัฐฯ มีคนไทยเยอะมาก

คนไทยเมื่อโยกย้ายถิ่นฐานออกมาอยู่ต่างประเทศแล้ว เรื่องที่ควรคำนึงคือ เรื่องแรกจะทำอย่างไรไม่ให้เป็นปัญหาในสายตาของเจ้าบ้าน ไม่ว่าจะเป็นกับรัฐบาลในประเทศที่อยู่ หรือกับผู้คนสังคมรอบตัว (2) เราต้องช่วยเหลือตัวเองได้ อันนี้ผมคิดว่าสำคัญ (3) คือเมื่อช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว เรายังสามารถทำประโยชน์กลับไปสู่บ้านเกิดเมืองนอนได้ด้วย

 

รู้ภาษา” ต่างจาก “รู้ประสา” และนี้คือสิ่งที่ทำให้คนไทยต่างจากคนชาติอื่น ?

คนฟิลิปปินส์เป็นคนที่ออกมาอาศัยอยู่ต่างประเทศเยอะมาก แต่คนฟิลิปปินส์เป็นคนที่ช่วยเหลือตัวเองเก่งมากเช่นกัน เห็นชัดมาก ในสมัยกาดาฟี่ประเทศตะวันตกเอาระเบิดไปถล่มกาดาฟี่และก็คนของรัฐบาล มีคนฟิลิปปินส์อยู่ที่นั่นประมาณแปดพันคน คนชาติอื่น ๆ อพยพออกไปจากลิเบียหมด แต่คนฟิลิปปินส์ไม่หนีไปไหน แถมคนเหล่านี้หลายคนเป็นพยาบาล เพราะฉะนั้นชาวลิเบียก็จะมีความรู้สึกว่า คนเหล่านี้ไม่ทิ้งพวกเขา และยังช่วยพวกเขาได้

ผมไปอยู่ที่ลิเบียหลังจากที่เขาเปลี่ยนรัฐบาลแล้ว รัฐบาลใหม่เข้ามาแต่ก็ยังมีปัญหาอยู่ จนถึงขั้นรบพุ่งกัน ทางรัฐบาลเขาสั่งให้ผมปิดสถานทูตฯ ให้เราอพยพคนออก เรื่องนี้ทำให้เห็นชัดถึงความแตกต่างระหว่างคนไทยกับคนฟิลิปปินส์ กล่าวคือฟิลิปปินส์ “รู้ภาษา” และก็ “รู้ประสา” สองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน คำว่า “รู้ภาษา” คือคนฟิลิปปินส์มีความรู้ภาษาอังกฤษดี มันก็มีส่วนทำให้ “รู้ประสา” ด้วย เมื่อมีการรบพุ่งกัน สถานทูตจะช่วยพวกเขา ในขณะเดียวกันเขาก็รู้ว่า ควรปฎิบัติตัวอย่างไร ควรจะเอาตัวเองไว้ตรงไหนให้ปลอดภัย

 

ส่วนคนไทยเมื่อแจ้งว่า ถึงเวลาจะต้องอพยพแล้ว แต่ก็ยังไม่รู้ว่า สถานการณ์รบกันรุนแรงถึงขั้นไหนแล้ว มีผลกระทบกับตัวเองอย่างไร เช่น เรื่องอาหารการกิน หรือความเป็นอยู่ น้ำมันไม่มีใช้ ก๊าซหุงต้มไม่มี จะไปหาซื้อเป็ดไก่ที่ไหนมากิน สารพัดอย่าง คือก็ยังไม่เข้าใจว่าภัยกำลังมาถึงตัว คือ ไม่ “รู้ประสา” เมื่อไม่ “รู้ภาษา” ด้วยจึงมีอุปสรรคกับการช่วยเหลือ

ส่วนคนฟิลิปปินส์เขาแจ้งจุดนัดพบกันที่ท่าเรือเพื่อนำเรือมารับตามจุดชายฝั่ง แล้วอพยพออกมา สำหรับคนไทยทำเช่นนั้นไม่ได้ เพราะว่าภาษาก็ไม่ได้ วิธีการคือ ต้องไปหาทาง เอาคนเข้าไปรวบรวมพวกเขาออกมาที่ด่านชายแดนทางบก แล้วมีพวกเรา คือเจ้าหน้าที่รอคอยอยู่ เพื่อเอาพวกเขาข้ามด่าน ซึ่งอย่างนี้ผมคิดว่า มันสำคัญเวลาเดือดร้อนเอาตัวรอดลำบาก หากไม่มีคนอื่นช่วย แต่ในยามที่ไม่ได้เดือดร้อนเหตุยามปกติ ถ้าเรารู้ทั้ง”ประสา”และ”ภาษา” เราก็จะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนของเราเอง แล้วก็สามารถจะทำอย่างอื่นได้อีกมาก

 

การมีส่วนร่วมในสังคมระดับที่กว้างกว่าส่วนตัว อีกปัจจัยที่ทำให้ที่ทำให้คนไทยต่างจากคนชาติอื่น?

อีกเรื่องที่ผมเห็นคืออย่างตอนที่อยู่ในสหรัฐฯ คนของเราเองก็มีจำนวนมาก มีคนไทยเยอะ และก็มีคนต่างชาติอื่น ๆ อีกมากเช่นกัน อาทิ คนเกาหลี คนอินเดีย หรือคนเวียดนาม คนเหล่านี้ไม่ได้สนใจเพียงแค่ทำมาหากินเท่านั้น คนไทยส่วนใหญ่ในหลาย ๆ ประเทศเท่าที่เห็นมา ก็ทำมาหากินแล้วก็พอใจกับสภาพตรงนั้น รวมทั้งที่ประเทศอังกฤษ ที่สวิตฯ นี่ ผมเข้าใจว่า ก็เป็นแบบนี้เช่นกัน แต่คนเกาหลี อินเดีย หรือ เวียดนาม เค้าจะดูแลผลประโยชน์ตัวเอง นอกจากนั้นแล้วยังรวมตัวกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนด้วย เล่นการเมืองท้องถิ่น เมื่อเล่นการเมืองท้องถิ่นแล้ว นั่นหมายความว่า ในเขตนั้นเขามีคนของเขาเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง เช่น เป็นสมาชิกเขต หรือบางคนเข้าไปเป็นเทศมนตรี จากนั้นค่อย ๆ เข้าไปดูแลผลประโยชน์ของพวกเขาเป็นอย่างดี ขยับขึ้นไปอีกถึงขั้นได้เป็นผู้ว่าการมลรัฐ บางคนเป็น สส. บางคนเป็น สว. ของสหรัฐฯ เพราะพอเขาเข้าไปอยู่ในสภาก็สามารถที่จะดูแลผลประโยชน์ให้คนของเขาได้

 

ถึงเวลาแล้วที่คนไทยในต่างประเทศรุ่นลูกรุ่นหลาน จะเข้าไปมีส่วนร่วมในระดับชุมชน

ผมเข้าใจว่า คนรุ่นแรกต้องสร้างฐานะลงปักหลักฐานให้ได้เสียก่อน แต่ตอนนี้ผมคิดว่า ในหลายแห่งก็อยู่กันมานานแล้ว และรุ่นลูกรุ่นหลานเริ่มโตมากขึ้น คนรุ่นนี้ได้รับการศึกษาเช่นเดียวกับคนพื้นที่เลยก็ว่าได้ ดังนั้นความคิดความอ่านต่าง ๆ หรือภาษา ผมคิดว่า ไม่เสียเปรียบเขา จึงถึงเวลาที่ต้องเริ่มคิดบ้างว่า จะเข้าไปมีส่วนร่วมในระดับชุมชนอย่างไร แต่ทั้งนี้ก็ต้องดูความชอบของตัวเองด้วย เหมือนอย่างที่มีคนถามว่า ทำไมผมถึงสนใจเรียนด้านการทูต ก็เพราะผมอยากทำงานด้านนี้ แต่ถ้าจะไปบังคับบอกว่า จะต้องไปสมัครเป็นนักการเมืองท้องถิ่น มันก็เกินไป... บางทีเราอาจจะไม่ค่อยได้มองด้านนี้.............

 

เมื่อสังคมโลกเปลี่ยนแปลง การพัฒนาศักยภาพของคนไทยในต่างประเทศก็เป็นสิ่งจำเป็น

ประเด็นแรก คือการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก มีแนวโน้มที่เป็นปัญหาสำหรับคนต่างชาติ ต่างศาสนา ต่างชาติพันธ์ เช่น ในสหรัฐฯ ประธานาธิปดีคนใหม่นี้มีนโยบายที่เข็มงวดมาก สหราชอาณาจักร(อังกฤษ) ตัดสินใจออกจากอียู เหตุผลหนึ่งก็คือคนต่างถิ่น หรือต่างชาติที่เข้าไปทำมาหากินอยู่ในอังกฤษ เขาถือว่า ไปแย่งโอกาสของพวกเขา ประเทศในยุโรปการเปลี่ยนแปลงจะออกมาในลักษณะที่มันแกว่งไปทางขวา คือเป็นไปในลักษณะที่ชาตินิยมมากขึ้น นอกจากนี้แล้วยังมีผู้อพยพลี้ภัยจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง และก็แอฟริกาอีก ผลกระทบที่ตามมาคือคนต่างชาติเราอย่างเรา ๆ อาจถูกเหมารวม หากเราไม่มีผู้ดูแลผลประโยชน์ของเราก็จะลำบากมากขึ้น

ประเด็นที่สอง ตามที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้วว่า การช่วยเหลือตนเองให้ได้ และไม่เป็นปัญหาของสังคมที่เราอยู่โดย

การรวมกลุ่มช่วยเหลือซึ่งกันและกัน สถานทูตฯ มีหน้าที่ต้องดูแลช่วยเหลือคนไทยที่อยู่ในต่างประเทศอยู่แล้ว แต่ก็มีข้อจำกัดทั้งด้านกำลังคน และงบประมาณ ถ้ามีใครเดือดร้อนลำบาก เราก็พยายามช่วยเหลือเต็มที่ อย่างไรก็ตาม หากมีการรวมตัวกัน หรือช่วยซึ่งกันและกันก็จะเป็นการดี การมีสมาคมฯ ต่าง ๆ ก็นับว่าช่วยได้บ้าง ส่วนการจะทำอย่างไรให้แต่ละคนตระหนักถึงความสำคัญของการช่วยเหลือตนเองให้ได้ นั้นนับว่า เป็นเรื่องยาก

 

การรวมตัวเป็นกลุ่มก้อน เป็นสมาคม เช่น สมาคมร้านอาหาร หรือคนที่มีความรู้ควรจัดการอบรมแก่ผู้นำชุมชน ที่เรียกว่า Training for Trainer ให้มีความรู้มากขึ้น เพื่อให้ไปขยายต่อให้กับคนอื่น ซึ่งไม่สามารถจะทำให้เกิดขึ้นเพียงชั่วคืน ต้องใช้เวลาเป็นอย่างมาก

 

สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรที่จะดึงความสนใจให้คนของเราสนใจการพัฒนาศักยภาพร่วมกัน รวมไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน เช่น การเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมไทย ทำอย่างไรให้เด็กรุ่นลูกรุ่นหลานหันมาสนใจ ในเมื่อพวกเขาเติบโตในสังคมสวิส ทั้งนี้เพื่อให้เขามีความรู้สึกผูกพัน ผมว่า เป็นเรื่องที่ยาก แต่คิดว่า เป็นก้าวแรกที่จะต้องทำ ผมจึงมีความพยายามที่จะทำงานร่วมมือกับสมาคมครูไทย เพราะถ้าไม่ได้สอนภาษาไทย ความเกี่ยวโน้มเชื่อมโยงกับเมืองไทยก็จะไม่ค่อยมี

 

เอกอัครราชทูต นายกิตติพงษ์ ณ ระนอง สำเร็จการศึกษา รัฐศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโทด้านกฎหมายและการทูตจากเฟลตเชอร์ สคูล มหาวิทยาลัยทัฟต์ส สหรัฐอเมริกา มีประสบการณ์ทางการทูตยาวนานถึง 35 ปี เคยเป็นเอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม กรุงวอชิงตันดีซี สหรัฐอเมริกา กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี กรุงตริโปลี รัฐลิเบีย กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร และ กรุงเบิร์น สมาพันธรัฐสวิส ก่อนที่จะเกษียณอายุราชการเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2560

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทสัมภาษณ์ เอกอัครราชทูต นายกิตติพงษ์ ณ ระนอง ซึ่งทีมงานนิตยสารดี ในสวิตเซอร์แลนด์ ได้รับโอกาสสัมภาษณ์ท่านเอกอัครราชทูต เมื่อวันที่ 22 กันยายน พ..2560 ติดตามบทสัมภาษณ์ตอนต่อไปในเพจนิตยสารดี

 

 

กลับ

Add a comment