บันทึกอนุบาล ๑ - พ่อของญาณ-

(comments: 0)

วันที่ฉันไปส่งลูกเข้าโรงเรียนอนุบาลวันแรก มีผู้ปกครองมาส่งลูกๆ ของตนกันทุกครอบครัว บางครอบครัวมาทั้งพ่อและแม่ ฉันคิดว่าบรรดาพ่อแม่เหล่านี้ก็คงจะตื่นเต้นไม่แพ้ลูกๆ หรอก เด็กๆ คงจะตื่นเต้นดีใจกับสถานภาพใหม่ และรู้สึกภูมิใจที่ตนเองโตพอจะได้ไปผจญภัยเพียงลำพัง ส่วนพ่อแม่ก็คงจะตื่นเต้นดีใจที่ลูกโตพอที่จะช่วยเหลือตนเองได้ แต่ขณะเดียวกันก็คงรู้สึกเศร้า และใจหายที่ลูกกำลังจะจากอ้อมอกที่พ่อแม่เคยปกป้องไปสู่โลกใหม่

ในชั่วโมงแรกครูอนุบาลอนุญาตให้บรรดาผู้ปกครองอยู่ให้กำลังใจลูกๆ ของตนเองด้วย พ่อคนหนึ่งที่มาส่งลูกเพียงลำพังแบบเดียวกันกับฉัน ยืนพิงโต๊ะข้างๆ ฉัน แต่สายตาเหลือบแลไปทางลูกชายของตนเองเกือบตลอดเวลา ตอนลูกเริ่มทำกิจกรรมร่วมกัน พ่อร่างสูงผอมบาง และผมน้อยคนนั้นเข้าไปยืนอยู่ด้านหลังลูกชายเงียบๆ คอยตบหลังลูกชายเบาๆ ประหนึ่งจะปลอบโยน และให้กำลังใจลูกชาย ฉันเห็นเด็กชายแหงนเงยมองพ่อเป็นระยะๆ ได้ยินครูเรียกชื่อเขาว่าญาณ เด็กชายญาณน่าจะเป็นเด็กเก็บตัวและขี้อาย ผิดกับลูกสาวตัวน้อยของฉันที่แก่นกล้าและไม่เคยเขินอายให้เห็น

ตอนที่ผู้ปกครองเริ่มทยอยกันกลับบ้านและปล่อยให้ลูกๆ ได้เริ่มวันแรกในอนุบาลเพียงลำพัง ฉันมองเห็นพ่อของญาณจูงจักรยานเดินออกประตูโรงเรียนไปอย่างไม่รีบร้อน จากวันนั้นภาพพ่อจูงจักรยานเดินมาส่งลูกชายที่โรงเรียนก็เป็นภาพที่เริ่มคุ้นตา บ้านของญาณคงอยู่ไม่ไกลจากโรงเรียน ท้ายจักรยานของพ่อจึงไม่มีที่นั่งเด็กติดไว้ และฉันคิดว่าญาณก็ตัวโตเกินกว่าจะนั่งซ้อนท้ายจักรยานของพ่อแล้ว ฉันไม่เคยได้พูดคุยอะไรกับพ่อของญาณนอกจากกล่าวทักทายกันตามมารยาท ดูจากการแต่งตัว และกระเป๋าใบเล็กๆ ที่ท้ายจักรยาน ฉันเดาว่าพอเขาส่งลูกชายเสร็จก็คงจะปั่นจักรยานเลยไปที่ทำงาน ตอนโรงเรียนเลิกแม่ของญาณจะเข็นรถเข็นเด็กพาน้องสาวตัวน้อยของญาณมารับญาณกลับบ้าน ทั้งๆ ที่ครอบครัวนี้ไม่ได้มีอะไรสะดุดตาฉัน แต่แปลกที่มีอะไรบางอย่างสะดุดใจ ฉันจึงแอบสังเกตความเป็นอยู่ไปเงียบๆ...

ห้องเรียนอนุบาลอยู่ชั้นล่างของตัวอาคารไม้เก่าสองชั้น คะเนว่าอายุน่าจะเกือบ 100 ปี ด้านหน้าและด้านหลังเป็นสนามเด็กเล่น อาคารนี้แยกจากตึกเรียนชั้นประถม ซึ่งเป็นตึกใหญ่สองชั้นมีชั้นเรียนถึงชั้นประถมปีที่4 ในชั้นอนุบาลมีเด็กทั้งหมด17 คน มีครูผู้ดูแลคนเดียว ครูผู้ช่วยจะมาอาทิตย์ละหนึ่งวัน

ภาคบังคับของที่นี่เด็กๆ ต้องเรียนอนุบาลสองปีก่อนเข้าชั้นประถมหนึ่ง และห้องเรียนอนุบาลจะไม่แยกเป็นอนุบาล1-2 แต่เขาจะอยู่รวมกันทั้งหมด ปีสุดท้ายก่อนเข้าป.1 เด็กโตจึงจะแยกชั่วโมงสำหรับการเตรียมความพร้อม

ความแปลกของอนุบาล และโรงเรียนที่นี่คือ เวลาเข้าเรียน 08.20 น. เวลาเลิก 11.50 น. ตอนเช้าประตูตึกจะเปิดตรงเวลา ในส่วนของอนุบาลนั้นที่ประตูจะมีป้ายกระดาษกลมๆ ประมาณไฟสัญณาณจราจรติดไว้ที่ประตู หากยังไม่ถึงเวลาเข้าห้องเรียนป้ายจะเป็นสีแดง ใครที่มาถึงเช้าจะต้องยืนรอหน้าประตู ไม่ว่าฝนจะตกแดดจะออกหรือหิมะจะลงก็ต้องรอ ถ้าไม่อยากรอนานก็ต้องกะเวลาเดินไปถึงโรงเรียนให้พอดีกับเวลาประตูโรงเรียนเปิด บ้านเราอยู่ไม่ไกลจึงมักจะไปถึงตรงเวลาไม่เคยต้องไปรอนาน พอเสียงกริ่งดังครูคาโรลีนจะเดินมาเปลี่ยนป้ายเป็นสีเขียวแล้วเปิดประตู นักเรียนตัวน้อยๆ จะยืนเรียงแถวจับมือทักทายครูแล้วเข้าไปในห้องทีละคน แม้จะแปลกสำหรับฉันแต่ก็เป็นสิ่งดีที่เด็กๆ ได้เรียนรู้เรื่องการใช้มือสัมผัสทักทายผู้อื่นได้ถูกต้อง ตลอดจนเรื่องการตรงต่อเวลา และเรียนรู้เรื่องสัญญาณไฟจราจรไปพร้อมๆ กัน

ตอนเช้าฉันจะเดินไปส่งคนตัวเล็กไปโรงเรียนทุกวัน ในวันที่เราไปถึงโรงเรียนเช้าว่าปกติวันหนึ่ง ฉันเห็นญาณกับพ่อยืนรออยู่หน้าประตูโรงเรียนพร้อมจักรยาน มีเด็กชายตัวโตกว่าญาณที่เรียนอยู่โรงเรียนข้างๆ สองคนซึ่งน่าจะเป็นเพื่อนบ้านของทั้งคู่ เขาพากันวิ่งเข้ามาทักทายญาณ เราแม่-ลูกเดินผ่านไปทักทาย “สวัสดีตอนเช้า” ซึ่งเป็นมารยาทอันปกติของผู้คนที่นี่ ฉันได้ยินเสียงจากหนึ่งในเด็กชายที่ตัวโตกว่าญาณพูดกับญาณว่า “นี่ญาณดูหุ่นยนต์สุดเจ๋งนี่ซิ เมื่อวันเสาร์พ่อกับแม่พาเราไปแมคโดนัลด์ แล้วเราก็ได้ไอ้นี่มา นายมีหรือเปล่า?” ฉันเห็นญาณส่ายหน้าก่อนตอบเบาๆ “เราไม่เคยไปแมคโดนัลด์”
“อะไร...ทำไมนายเห่ยยังงี้ละ นายไม่รู้จักแมคโดนัลด์จริงๆ หรือ?” เด็กชายคนเดิมพูดเสียงดัง
“เรารู้จักแต่ไม่เคยไป” ญาณตอบเบาๆ แบบเดิม แล้วเงยหน้าขึ้นมองพ่อ ก่อนเบนสายตาไปจับที่หุ่นยนต์ตัวเล็กในมือเพื่อน เสียงพ่อญาณดังขึ้นอย่างนุ่มนวล สำเนียงที่ได้ยินนั้นทำให้ฉันรู้ว่าพ่อของญาณไม่ใช่คนถิ่นนี้ เขาน่าจะย้ายมาถิ่นอื่น “ญาณเขาไม่เห่ยหรอก คนเราคิดไม่เหมือนกัน ครอบครัวเธออาจจะเห็นว่าแมคโดนัลด์เจ๋ง แต่ครอบครัวเราไม่ได้คิดแบบนั้น ตราบใดที่เราเห็นว่ามีสิ่งที่ดีกว่าแมคโดนัลด์ให้เลือก เราก็ไม่ไปแมคโดนัลด์กัน เราคิดแบบนั้นใช่มั๊ยญาณ?” สายตาของญาณไม่ได้ละจากหุ่นยนต์ แต่ฉันเห็นญาณพยักหน้า

บทสนทนานั้นเป็นแรงดึงดูดทำให้ฉันยืนอยู่ใกล้ๆ โดยไม่ตั้งใจ
แล้วเด็กชายตัวโตกว่าคนที่สองก็อวดเพื่อนบ้าง “นี่ๆ เราก็นุ่งกางเกงใหม่น่ะ แม่เพิ่งซื้อให้ยี่ห้อนี้แม่บอกมันแพงมากด้วย สวยมั๊ยล่ะ?” เขาถามเพื่อนแบบโอ่ๆ
“ เจ๋งมากยี่ห้อนี้เราก็อยากได้แต่แม่ไม่ยอมซื้อให้” คนตัวโตคนแรกบอกแล้วเอามือไปลูบขากางเกงเพื่อนก่อนหันไปมองญาณ “ญาณทำไมนายนุ่งกางเกงปะหัวเข่าตลอดไม่เห็นcool เลย” เขาพูดแล้วหันไปถามพ่อของญาณ “ ทำไมคุณไม่ซื้อกางเกงใหม่ให้ญาณละครับ คุณไม่มีเงินเหรอ?”
คำถามนั้นเล่นเอาฉันที่ยืนอยู่ใกล้ๆ สะดุ้งทีเดียว.... เด็กๆ สมัยนี้เขาช่างกล้าหาญกันนัก
เด็กชายตัวโตคนที่สองชิงพูด “แต่บ้านเรามีเงินเยอะนะ”

ฉันเห็นพ่อของญาณเอื้อมมือไปลูบหัวลูกชายก่อนตอบเนิบๆ “คนเราไม่ได้ต้องการของใหม่ ของเจ๋ง ของcool กันตลอดเวลาหรอก ในเมื่อของเก่ายังมีประโยชน์ และยังใช้ได้ทำไมเราถึงต้องโยนทิ้งล่ะ กางเกงตัวละ 100-200 ฟรังค์ในสายตาฉันไม่ได้ทำให้ฉันเจ๋งขึ้นกว่าเดิมหรอก การรู้จักคิดต่างหากที่ทำให้ฉันเจ๋ง” เขาหยุดพูดมองหน้าเด็กชายทั้งสองอย่างเอ็นดู ก่อนพูดต่อ
“ไม่ใช่ทุกคนหรอกที่มีเงินเยอะแล้วจะดี ฉันไม่ได้ต่อต้านการมีเงินนะ เธอมีเงินเยอะเธอโชคดี เรามีเงินน้อยเราก็โชคดี เธอมีความสุขกับการมีเงินมาก เราก็มีความสุขกับการมีเงินน้อยใช่มั๊ยญาณ?” ญาณพยักหน้าอย่างไม่ลังเล
“การมีเงินมากหรือเงินน้อย การใส่เสื้อผ้าเก่าหรือใหม่ การไปแมคโดนัลด์หรือไม่ ไม่ได้เป็นอุปสรรคกับความเป็นเพื่อนกันของเธอทั้งหมดไม่ใช่หรือ?” เขาถามเด็กชายทั้งสองด้วยรอยยิ้ม
ฉันเห็นเด็กชายตัวโตกว่าทั้งสองคนส่ายหน้า
พ่อของญาณยิ้มก่อนพูดต่อ “เห็นมั๊ยล่ะ..เงินหรือเสื้อผ้าไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องเลย เธอก็ยังเป็นเพื่อนกันและก็ยังเล่นสนุกด้วยกันได้ ”

ตอนที่กริ่งสัญณาณเข้าห้องเรียนดัง และเด็กตัวโตแยกย้ายกันไปเข้าห้องเรียน ฉันหันมาจูบแก้มซ้าย-ขวาของลูกสาว ก่อนหันไปมองตามหลังพ่อของญาณที่จูงจักรยานเดินออกประตูไป ในใจคิดหาวิธีการที่จะให้ลูกสาวตัวน้อยได้เป็นเพื่อนเล่นกับญาณบ้าง

 

โดย...แม่ลิง

กลับ

Add a comment