Mobbing

(comments: 0)

คำปรึกษา และเรื่องเล่าสู่กันฟังในช่วงที่ผ่านมาของบรรดาผู้ปกครองที่แวดล้อมโยทะกานั้นมีคำฮิตติดหูอยู่คำหนึ่งคือคำว่า Mobbing อะไร ๆ ก็ม็อบบิ้ง ล่าสุดเพื่อนคนไทยคนหนึ่งมาเล่าให้ฟังว่าสงสัยลูกจะโดนเพื่อนม็อบบิ้งเพราะเพื่อนไม่มาเล่นด้วยกันเหมือนอย่างเคย ดูเหมือนว่าจะเกิดความเข้าใจผิดกับคำว่า Mobbing อยู่มากทีเดียว
ตัวโยทะกาเองนั้นมีลูกสาว ช่วงหนึ่งไปเห็นบันทึกของลูกโดยบังเอิญเขาเขียนว่า
-ทำไมเพื่อน ๆ ในห้องถึงไม่ชอบฉัน
-ทำไมเธอต้องไปบอกคนอื่น ๆ ให้รังแกและเกลียดฉัน
โยทะการู้สึกเหมือนลูกกำลังถูก Mobbing เช่นกันเลยแอบติดตามความเป็นไปของลูกอยู่เงียบ ๆ มีแอบอ่านสมุดบันทึกบ้าง ถามลูกแบบอ้อม ๆ ถึงเหตุการณ์ประจำวันในโรงเรียนบ้าง วันหนึ่งลูกก็เล่าให้ฟังว่าเพื่อนผู้หญิงทั้งหกคน ไม่คุยและไม่เล่นกับตน ตนเองก็ไม่รู้ว่าทำไม โชคดีที่เหตุการณ์ตอนนั้นเกิดขึ้นช่วงปลายเทอมก่อนการย้ายโรงเรียน เมื่อย้ายโรงเรียนเรื่องราวก็เงียบไปทำให้โยทะการู้สึกโล่งใจไปมากทีเดียว
Mobbing หรือ bullying นั้นหมายถึงการข่มเหงรังแก ซึ่งเกิดขึ้นได้ไม่ว่าจะในโรงเรียน ในที่ทำงาน หรือบนโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก ฯลฯ การข่มเหงรังแกในลักษณะ Mobbing ไม่ใช่ความขัดแย้งกันแบบธรรมดาทั่วไปของคนสองคน แต่จะมีลักษณะเฉพาะคือเป็นการกระทำโดยทำเป็นกลุ่ม อันประกอบไปด้วย หัวหน้าทีม ผู้ช่วย ผู้ชมที่ร่วมดูเหตุการณ์ และเหยื่อ การข่มเหงรังแกเหยื่อนั้นจะขึ้นอยู่กับพลังความเข้มแข็งของกลุ่มเป็นหลัก ผู้ชมที่สังเกตการณ์อยู่เงียบ ๆ ส่วนใหญ่จะยอมหรือจำยอมร่วมมือด้วยเพราะเกรงว่าสถานการณ์อาจเปลี่ยนให้ตนตกเป็นเหยื่อหรือผู้ถูกข่มเหงรังแกเสียเอง
การข่มเหงรังแกส่วนใหญ่จะไม่กระทำอย่างเปิดเผย ผู้กระทำจะลงมือโดยไม่ให้ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อรู้ตัวล่วงหน้า ซึ่งต้องอาศัยการสังเกตจึงจะเข้าใจว่านั่นเป็นการ Mobbing
ลักษณะเด่นอีกอย่างของการ Mobbing คือผู้กระทำสามารถตบตา หลอกลวง หรือผลักความผิดนั้นไปให้ผู้ถูกกระทำ โดยทำให้คนอื่นเชื่อว่าเป็นความผิดของเหยื่อเอง คนที่ไม่ได้สังเกตพฤติกรรมหรือจับตาดูลักษณะท่าทางของเด็กอย่างใกล้ชิดจะเข้าใจผิดได้ง่ายว่าเหยื่อเป็นผู้ที่ข่มเหงรังแกคนอื่น
จากข้อมูลการศึกษาด้านการพัฒนาจิตใจของศาสตราจารย์ Francoise Alsaker ระบุว่ารูปแบบของความรุนแรงในลักษณะนี้จะเริ่มต้นตั้งแต่ในโรงเรียนอนุบาลไปตลอดช่วงเวลาในวัยเรียน ซึ่งจะมีเด็กและวัยรุ่นตกเป็นเหยื่อการถูกข่มเหงรังแกประมาณ 10-15 เปอร์เซ็นต์
ผลจากการวิจัยชี้ให้เห็นว่า เด็กผู้หญิงส่วนใหญ่ที่เป็นผู้ข่มเหงรังแกจะแสดงออกเป็นนัย ๆ ไม่แสดงออกอย่างโจ่งแจ้ง ส่วนเด็กผู้ชายจะแสดงออกทางร่างกาย อีกประเภทคือการข่มเหงรังแกที่ก่อให้เกิดความอับอายบนโลกไซเบอร์โดยใช้มือถือถ่ายวิดีโอแล้วโพสต์ลงในอินเทอร์เน็ต ห้องแช็ตโซเชียล เน็ตเวิร์ก เช่น เฟซบุ๊ก เป็นต้น นับเป็นการกระทำที่เลวร้ายมาก เพราะแม้ว่าภายหลังตนจะเลิกข่มเหงรังแกเหยื่อไปแล้วแต่ก็ไม่มีใครลบข้อมูลออกจากอินเทอร์เน็ตได้
การข่มเหงรังแกนั้นมีหลายรูปแบบ บางครั้งอาจจะเป็นแค่การกลอกตาใส่ ส่งสายตาโกรธแค้นมาให้ ไม่ให้ความสำคัญ ขยิบตา หรือจนถึงขั้นกดดันทำให้คนนั้นต้องแยกตัวออกจากกลุ่มไป แต่ที่แย่กว่านั้นคือการใช้กำลัง เช่น ระหว่างทางไปโรงเรียนอาจแกล้งผลัก แย่งหรือทำลายข้าวของ ซึ่งมีหลากหลายวิธีที่นำมาใช้ โดยให้ผลชี้เฉพาะไปที่ผู้ตกเป็นเหยื่อเท่านั้น

ในมุมของพ่อแม่
หากพ่อแม่สังเกตเห็นร่องรอยแปลก ๆ เช่น ข้าวของที่ลูกนำไปโรงเรียนพังหรือเสียหายบ่อย ๆ หรือในวันที่ต้องไปโรงเรียนลูกจะมีอาการปวดท้องเสมอ ลูกนอนหลับไม่สนิทอยู่เป็นประจำ ไม่มีเพื่อนในห้องคบด้วย หรือสอบก็ได้คะแนนแย่ตลอด และสงสัยว่าลูกกำลังถูกข่มเหงรังแก พ่อแม่ควรไปพูดคุยกับครูประจำชั้น แต่ไม่ควรพูดคุยกับผู้ปกครองของเด็กผู้ลงมือกระทำโดยตรง เพราะนั่นอาจนำไปสู่การใส่ร้ายป้ายสีซึ่งไม่ใช่วิธีการที่สร้างสรรค์แต่อย่างใด
ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ลูกโดนข่มเหงรังแก พ่อแม่ไม่ควรเข้าไปแทรกแซง ควรรักษาท่าที สังเกตดูอยู่เงียบๆ ตั้งใจฟังเรื่องที่ลูกเล่าอย่างจริงจัง

ในมุมของครู
ครูควรรับฟังอย่างใส่ใจและให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ อย่างไรก็ดีการเรียกเด็กที่เกี่ยวข้องมาพูดคุยนั้นบางครั้งก็ไม่ได้ผล เพราะจะยิ่งทำให้ผู้เกี่ยวข้องปิดบังเรื่องราวที่เกิดขึ้นหรือมิฉะนั้นผู้กระทำอาจเบนไปหาเหยื่อรายใหม่ต่อไปก็เป็นได้
การหยุดการข่มเหงรังแกให้ได้เร็วที่สุดควรใช้วิธีการที่ “แยบยล” โดยการเรียกเด็กกลุ่มที่ข่มเหงรังแกคนอื่นทั้งหมดมาพูดคุย เล่าปัญหาของเด็กที่ถูกข่มเหงรังแกในชั้นเรียนให้พวกเขาฟัง และขอความเห็นจากพวกเขาเหล่านั้นในฐานะ “ผู้เชี่ยวชาญ” ให้พวกเขาช่วยกันแสดงความคิดเห็นและหาวิธีการเพื่อช่วยเด็กคนนั้น
วิธีการดังกล่าวเรียกว่า “No-Blame-Ansatz” การไม่ตำหนิติเตียนนี้มักจะได้ผลดี เพราะผู้ลงมือกระทำจะเลิกการกระทำนั้นโดยไม่รู้สึกเสียหน้า ขณะเดียวกันผู้ตกเป็นเหยื่อก็จะเห็นความเป็นมิตรของคู่ปรปักษ์ สิ่งที่จำเป็นในขั้นตอนนี้ก็คือความเข้าใจของผู้ที่เคยตกเป็นเหยื่อ
ครูควรพูดคุยกับนักเรียนอย่างตรงไปตรงมาในเรื่องนี้ และควรฝึกทักษะทางสังคมในชั้นเรียน เช่น ฝึกเรื่องจริยธรรมทางสังคม เพื่อให้ชั้นเรียนเกิดความมั่นคง และเป็นไปตามเป้าหมาย
การเปลี่ยนโรงเรียนของเหยื่อนั้น เหยื่ออาจจะหลุดพ้นจากการถูกข่มเหงรังแก แต่ไม่ได้ทำให้กลุ่มผู้กระทำยุติการข่มเหงรังแกผู้อื่นลง เพราะพวกเขาจะเข้าใจว่าการกระทำนั้นประสบผลสำเร็จ จึงมองหาเหยื่อรายใหม่ต่อไป และเด็กที่ถูกข่มเหงรังแกเอง เมื่อถูกข่มเหงรังแกมาเป็นเวลานานก็จะถูกครอบงำด้วยความรู้สึกของการตกเป็นเหยื่อ ซึ่งนั่นอาจเป็นปัญหาในการปรับตัวในชั้นเรียนใหม่

ข้อแนะนำสำหรับผู้ปกครอง
1. ให้ความสำคัญกับเรื่องที่เกิดขึ้น ฟังลูกให้ชัดเจนว่าการแยกตัวจากลุ่มเพื่อนเป็นแค่การทะเลาะเบาะแว้งธรรมดาหรือเป็นการข่มเหงรังแก
2. ชี้ให้ลูกเห็นถึงศักยภาพของตนเอง ทำให้ลูกรู้สึกเข้มแข็งและเห็นคุณค่าในตัวเอง
3. จัดการกับการข่มเหงรังแกอย่างระมัดระวัง คุยกับครูประจำชั้นโดยไม่ตำหนิติเตียนและโยนความผิดให้ใคร
4. หากไม่ได้รู้จักกันดี ไม่ควรติดต่อกับเด็กผู้กระทำผิด หรือติดต่อกับผู้ปกครองของเด็กคนนั้นโดยตรง

แปลและเรียบเรียงโดย โยทะกา
ที่มา http://www.beobachter.ch
ที่มารูป pixabay.com

กลับ

Add a comment